บุษบาชวนชิลล์ : เ ก า ะ เ ก ร็ ด March 27 2017

สวัสดีค่ะ ^^ วันนี้วันอาทิตย์ ฟ้าโปร่ง แดดดี นึกครึ้มอกครึ้มใจไปเที่ยว เกาะเกร็ด กันดีกว่า จุดประสงค์หลักในการไปครั้งนี้ คือช่วงนี้เริ่มเข้าสู่หน้าร้อนกันแล้ว เลยอยากไปนั่งเรือ ชมวิถีชาวบ้านริมน้ำ หม่ำข้าวแช่ และขนมหวานที่แสนจะขึ้นชื่อ ว่าแล้วไปด้วยกันเลยดีกว่าค่า..

 

เริ่มเดินทางออกจากที่พักประมาณ 11:00 โมงกว่าๆ จุดมุ่งหมายของเราคือ วัดสนามเหนือ (หากมาเช้ากว่านี้จะมีที่จอดรถในวัดนะคะ หากมาช่วงเวลาอื่นบริเวณรอบๆ วัดจะมีที่รับจอดรถค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องจะหาที่จอดนานเลย ค่าจอดรถก็เบาๆ 40 บาท ทั้งวัน) จากนั้นเดินเข้ามาในวัดเลย เดินตามๆ คนเยอะๆ ไปจะเจอท่าเรือข้ามฟากไปเกาะเกร็ด ต่อแถวเตรียมเงินให้พร้อม เรือมาก็ขึ้นเลย!!

นั่งชมวิวชิลๆ ระหว่างเรือข้ามไปอีกฝั่ง มองเห็นเกาะเกร็ดละ

เรือจอด เดินต่อแถวเข้าไปจ่ายเงินได้เลย (ค่าโดยสาร 2 บาท/คน ถูกไปอีก!!) ตรงที่จ่ายเงินจะมีจุดขายตั๋วล่องเรือเที่ยวชมรอบเกาะเกร็ดด้วย ซึ่งเราก็จองตั๋วไว้เลย (จองรอบ 13:00 น.) ราคาผู้ใหญ่ 70 บาท เด็ก 40 บาท/คน นะคะ

หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อย เราก็เดินเข้าเลี้ยวไปทางขวา เพื่อเข้าไปทำบุญไหว้พระเสริมสิริมงคลกันก่อนที่ วัดปรมัยยิกาวาส เนื่องจากวันที่เราไปทางวัดมีการบูรณะอุโบสถพอดี จึงขอถ่ายภาพด้านในมาฝากค่ะ

ด้านในพระอุโบสถจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยประยุกต์ บานประตูหน้าต่างประดับ ลายปูนปั้นเขียนด้วยสี กำแพงแก้วรอบพระอุโบสถก็มีลวดลายที่สวยงาม เป็นกำแพงเหล็กอย่างดีทำมาจากยุโรป ซึ่งสวยงามมากค่ะ

หลังจากไหว้พระกันแล้ว เราก็เดินเข้าไปด้านในอีกนิดเพื่อชมพระเจดีย์มุเตา (เจดีย์เอียง) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ด ระหว่างทางที่เราเดินไปจะพบกับอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ซึ่งในช่วงรัชสมัยของท่านทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดปรมัยยิกาวาสใหม่ทั้งวัด

เดินเข้าไปด้านในผ่านอนุสาวรีย์ ก็จะเจอพระเจดีย์มุเตา เราทราบประวัติมาคร่าวๆ ว่า เป็นเจดีย์ทรงรามัญสีขาว มีผ้าแดงผูกบนยอดเจดีย์ ว่ากันว่าผ้าแดง คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวัฒนธรรมรามัญ พระเจดีย์มุเตาสร้างโดยชาวมอญที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ปลายกรุงศรีอยุธยา อายุราว 300 ปี ภายในบรรจุพระธาตุเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยเชื้อสายมอญ เดิมเป็นเจดีย์ที่สร้างตั้งตรง ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงทำให้เจดีย์ทรุดตัวและเอียงลงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2434 ปัจจุบันได้เสริมความแข็งแรงและยึดฐานไว้อย่างแน่นหนาแล้ว

เดินชมพระเจดีย์เพลินๆ เหลือบมองนาฬิกา ได้เวลาล่องเรือกันแล้ว เราเลยต้องเดินกลับไปที่ท่าเรือ เพื่อรอขึ้นเรือกันค่ะ จุดขึ้นเรือจะเป็นจุดเดียวกับที่เราซื้อตั๋วนะคะ ได้เวลาเรือออกพอดี ไปกันเลยดีกว่า

ก่อนออกเรือคุณลุงกัปตันเรือ มีการบรรยายถึงสถานที่ต่างๆ ที่เราจะแวะเยี่ยมชม 3 จุด พร้อมเปิดเพลง my heart will go on คลอเบาๆ ระหว่างล่องเรือด้วย แหม!! มันได้อารมณ์ซะจริงๆ

วิวข้างทาง สวยมากกกกก ^^

จุดแรกที่เราจะแวะคือ บ้านขนมหวาน คุณลุงบอกว่า ขนมหวานของที่นี่ขึ้นชื่อมาก ถึงขั้นว่ามีคลองชื่อ คลองขนมหวาน  ซึ่งเป็นคลองที่มีบ้านริมน้ำหลายต่อหลายบ้าน หลายต่อหลายครอบครัวนิยมทำขนมไทย หรือขนมหวานนานาชนิด ถือว่าเป็นศูนย์รวมความอร่อยของขนมไทยและอาหารไทยโบราณก็ว่าได้

บรรยากาศของที่นี่ คล้ายกับร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั่วไป แต่ลักษณะของบ้านจะเป็นแบบบ้านไม้โบราณ และยังคงความเป็นบ้านยกสูงแบบคนริมคลอง ขึ้นไปบริเวณชั้นบน ก็จะพบกับขนมไทย นานาชนิด อาทิ ขนมจ่ามงกุฎ, ขนมสัมปันนี, ขนมเสน่ห์จันทน์, ขนมทองเอก, ฝอยทอง, ทองหยิบ, ทองหยอด และอื่นๆอีกมากมาย

ต้องขออภัยที่อาจจะถ่ายภาพขนมมาไม่ชัดเจนนะคะ เนื่องจากช่วงนั้นนักท่องเที่ยวเยอะมาก ช้อปปิ้งขนมกันจนขนมหมดโต๊ะภายในเวลาไม่กี่นาที ขนมของที่นี่ ราคาถูก หอม หวาน อร่อยมากค่ะ ว่าแล้วเราก็ไม่ลืมที่จะซื้อขนมกลับไปฝากคนที่บ้านกัน

จุดที่สองที่เราจะแวะชมคือ วัดแสงสิริธรรม เพื่อเดินเล่นตลาดน้ำ แต่เนื่องจากตอนที่เราไปจะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว ตลาดวาย เราจึงชวนกันไปให้อาหารปลาที่ท่าน้ำหน้าวัด ปลาตัวใหญ่ เด็กๆ ชอบกันมากค่ะ ให้อาหารปลาเสร็จไปต่อกันที่จุดที่สามกันเลย

จุดที่สาม บ้านบาติคสินค้าโอทอปของเกาะเกร็ด  ทราบข้อมูลมาจากคุณลุงกัปตันเรือว่า การก่อตั้งกลุ่มบาติกเกิดจากเมื่อ 8 ปีที่แล้วคุณลัดดา (หัวหน้ากลุ่ม) ได้ไปเรียนรู้การทำผ้าบาติกและนำมาเผยแพร่กับชาวมุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันและมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้น จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือ มีลวดลายที่สวยงามและไม่ซ้ำแบบ โดยเฉพาะนำมาเป็นของใช้ เนื้อผ้านุ่ม บางเบาซักทำความสะอาดง่าย

หลังจากเราออกจากจุดนี้ ก็ถึงเวลากลับกันแล้ว ระหว่างทางเราได้เห็นถึงวิถีชีวิตริมน้ำ และวิวสวยๆ เห็นแล้วมันรู้สึกสดชื่นจริงๆ เลยค่ะ

เมื่อขึ้นมาจากล่องเรือแล้ว พุงอวบๆของเราก็ส่งเสียง จ๊อก จ๊อก บอกเวลาว่าต้องเดินหาของกินกันแล้ว  มาถึงเกาะเกร็ด เราก็ต้องนึกถึง ทอดมันหน่อกะลา และสารพัดผักและดอกไม้ทอด ใช่ไหมค่ะ เราก็ไม่พลาดเช่นกันค่ะ กินกันจนพุงมองค้อนเลย ว่าไม่เหลือที่ไว้กินอย่างอื่นบ้างหรา ^-^

พักทานของทอดกันจนหน่ำใจ บวกกับอากาศช่วงบ่ายที่ร้อนมาก เราจึงตกลงชวนกันไปหา ข้าวแช่ กินแก้ร้อน จุดมุ่งหมายของเราคือ ข้าวแช่ร้านคุณแดง ระหว่างทางที่เดินไปร้านข้าวแช่ จะมีร้านขายของตลอดทางเลยนะคะ ใครสนใจอะไร สามารถช้อปได้เลย

เดินชมสินค้ามาเรื่อยๆ สังเกตป้ายนี้นะคะ แสดงว่า เราใกล้ถึงแล้ว

เดินเข้าไปประมาณ 100 เมตร มองขวาเข้าไว้ค่ะ จะมีตรอกเล็กๆ ด้านในจะมีป้ายแบบนี้จ้า

ร้านบรรยากาศดีมากค่ะ อยู่ริมน้ำ มีลมพัดเย็นๆ วิวที่มองออกมาจากนอกร้าน สวยเนอะ ^.^

ร้านนี้นอกจากของขึ้นชื่อที่ใครๆ ก็ต้องสั่งอย่างข้าวแช่แล้ว ยังมีอาหารอื่นๆ ที่รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันอีกด้วย  สิ่งแรกที่มาเสิร์ฟคือ ข้าวแช่ เสิร์ฟมาเป็นชุดเล็กๆ น่ารัก น้ำในข้าวหอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ทานพร้อมเครื่องเคียง ลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ ผักกาดเค็มผัดหวาน รสชาดกลมกล่อม กินคลายร้อนได้ดี  ส่วนอาหารอื่นๆ ต้องขออภัยด้วยนะคะ ที่ไม่มีรูปมาให้ดู เนื่องจากถ่ายไม่ทันหิวกันมาก มานึกขึ้นได้อีกทีว่าต้องถ่ายรูป ก็เหลือแต่จานเปล่าๆ ซะแล้ว

ทานขนม ทานอาหารกันอิ่มแล้วก็บ่ายคล้อย ได้เวลากลับบ้านกันสักที ทริปนี้แม้ว่าอากาศจะร้อนไปนิด แดดแรงไปหน่อย แต่ก็เย็นใจไปกับการล่องเรือและทานของอร่อย

สำหรับวันนี้ต้องขอจบเพียงเท่านี้นะคะ ไว้โอกาสหน้า จะมาชวนทุกท่านไปเที่ยวด้วยกันใหม่ บ๊ายบาย! สวัสดีค่า ^_^